วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

โครงการ “สร้างสังคมเป็นสุข เรียนรู้ห้องเรียนการศึกษาพิเศษ”




หลักการเหตุผล  :       
             เนื่องด้วยในรายวิชาปัญหาสังคมเป็นรายวิชาที่เรียนรู้ถึงสภาพสังคมในด้านต่างๆ รวมทั้งเรียนรู้เพื่อให้มีความเข้าใจถึงสถานการณ์ ความเป็นไปของสังคม และยังส่งเสริมให้นิสิตรู้จักประสานงานกับหน่วยบริการสังคม เรียนรู้การทำงาน โดยการจัดโครงการสร้างสังคมเป็นสุขเพื่อสร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ทางสังคมในด้านต่างๆ จากการศึกษาในรายวิชาทางสมาชิกกลุ่มได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาของไทย ที่ในปัจจุบันมีการจัดการศึกษาที่หลากหลายรูปแบบทั้งเด็กปกติทั่วไปหรือการจัดการศึกษาพิเศษ และสอดคล้องกับสมาชิกกลุ่มที่กำลังศึกษาวิชาชีพครู จึงได้คิดจัดทำโครงการสร้างสังคมเป็นสุข เรียนรู้สู่ห้องเรียนการศึกษาพิเศษ เพื่อเรียนรู้การจัดการศึกษาพิเศษเป็นการสร้างประสบการณ์ทางการสอนสำหรับการศึกษาพิเศษ ร่วมทั้งยังรู้จักทักษะการใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ และยังเป็นการสร้างจิตอาสาในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม

วัตถุประสงค์ของโครงการ  :
1.เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์วิชาชีพครูในการเรียนการสอนสำหรับการศึกษาพิเศษ
2.เพื่อเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
3.เพื่อรู้จักประสานงานและเรียนรู้การทำงานกับหน่วยบริการสังคม
4.เพื่อสร้างจิตอาสาในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม
เป้าหมาย   :  
     นักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี และ คลินิคเด็กพิเศษ โรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา

การตรวจสอบนโยบายทางเลือก
การจัดการศึกษาพิเศษต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและกระบวนการ การรวมพลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรชุมชน องค์กรคนพิการ และผู้ปกครองของเด็กที่ต้องการการศึกษาพิเศษประสานความร่วมมือและสนับสนุน การดำเนินการจัดการศึกษาเพื่อเด็กทุกระบบและครบวงจรจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบ ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

      นโยบายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับเด็กพิเศษ มีดังนี้ (รัฐบาล)
1.  ด้านการบริการ ให้ผู้พิการได้เรียนตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการ โดยเน้นให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ให้โอกาสเด็กพิการ ได้เรียนทั้งด้านภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ในหลักสูตรสายสามัญและให้ฝึกวิชาชีพเพิ่มเติมไปด้วย เพื่อให้คนพิการสามารถพัฒนาตนเองให้เพียงพอที่จะพึ่งตนเองได้
2.  ด้านโอกาสทางการศึกษา ให้ผู้พิการมีโอกาสได้รับการศึกษาทัดเทียมกับเด็กปกติ
3.  ด้านการจัดการศึกษา ต้องจัดให้คนพิการทุกคนที่อยากเรียน ต้องได้เรียน โดยขยายการบริการทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน เน้นการร่วมและการจัดให้สอดคล้องกับประเภทและระดับของความพิการ
4.ด้านบุคลากร ให้สถาบันอุดมศึกษาปรับปรุงการผลิตครูการศึกษาพิเศษให้พอเพียงและมีคุณ ภาพ และให้มีรายวิชาการศึกษาพิเศษในหลักสูตรการฝึกหัดครู นอกจากนี้ พัฒนาครูประจำการให้มีเทคนิคการสอนที่ทันสมัย ตามหลักการของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
5.ด้านการส่งเสริมเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชน และองค์กรเอกชนที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการทุกระดับ ทุกระบบ และทุกรูปแบบ โดยรัฐให้การสนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากร ให้เท่าเทียมกับการจัดการศึกษาของรัฐ
 
            นโยบายหรือแนวทางที่บุคคลในสังคมตลอดจนสถาบันครอบครัวที่มีต่อคนพิการ   ดังนี้

ผู้ปกครองมีบทบาทมากขึ้นในการให้การศึกษาแก่บุตรของตน ผู้ปกครองจะต้องร่วมมือกับโรงเรียน เช่น การให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่โรงเรียนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้การวินิจฉัยถูกต้องที่สุด ให้ความคิดเห็นแก่ทางโรงเรียนในการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล ให้ความคิดเห็นในการเลือกโปรแกรมการศึกษาของบุตรว่าจะให้บุตรเรียนในโรงเรียนพิเศษหรือในโรงเรียนปกติ  เป็นต้น

             นโยบายแนวทางในชั้นเรียนเสนอเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราใด เพราะเหตุใด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 43 กล่าวไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” 
ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กไม่ปกติก็ตามต้องได้รับการศึกษา ดังนั้นจากนโยบายที่ว่า    ก็จะเป็นการสอดรับกับการให้บริการทาการศึกษากับเด็กพิเศษตามมาตราดังกว่า.
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรค 2 กล่าวไว้ว่า การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสาร และการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือผู้ด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าว มีสิทธิและโอกาสที่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
เมื่อต้องการที่จะให้การศึกษากับเด็กที่มีความพกพร่องดังกล่าวแล้ว ก็ต้องมีการผลิตบุคคลากรทางการศึกษาพิเศษเพิ่มมากขึ้นตรงจุดนี้ก็จะสอดรับกับนโยบายทางกลุ่มที่เสนอมา.

กิจกรรมที่ไปเรียนรู้
จาก คลินิคเด็กพิเศษ โรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา
มีกิจกรรมต่างๆดังนี้

            ครูที่คลินิคเด็กพิเศษให้งานพวกเรามา 1 ชิ้นคือการทำสื่อ แล้วมาสอนเด็กโดยสื่อนั้นจะต้องใช้ได้กับเด็กทุกคน พวกเราจึงทำสื่อเรื่องร่างกายของฉัน เป็นการทบทวนความรู้เด็กให้รู้จักร่างกาย โดยมีแผ่นหนึ่งเป็นรูปที่มีคำอธิบายอวัยวะส่วนต่างๆทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะเด็กบางคนมีพัฒนาการที่สูงกว่าคนอื่นแล้ว อีกแผ่นทำเป็นตัวลอกอวัยวะส่วนต่างๆเพื่อให้เด็กแปะอวัยวะส่วนต่างให้ถูกต้อง โดยมีการสอนและปฏิบัติเป็นรายคน  เพื่อศึกษาพฤติกรรมเด็กเป็นรายคน
ครูที่คลินิคการศึกษาพิเศษให้พวกเราร่วมกับเด็กพิเศษ ช่วยกันทำหมวกตัวละครสัตว์มาสวมใส่ ช่วยกันคิดแล้วแสดงนิทาน 1 เรื่อง จากกิจกรรมนี้มีการเรียนรู้พฤติกรรมเด็กแต่ละคนว่ามีพัฒนาการ การระบายสีอย่างไร ถูกต้องหรือไม่โดยครูที่คลินิคเด็กพิเศษจะอธิบายเด็กแต่ละคนให้พวกเราฟัง
เป็นกิจกรรมที่ร่วมกันร้อง เต้นไปพร้อมๆกันเช่นเพลงรถไฟ เพื่อฝึกเด็กให้จำท่าเต้น
เนื้อร้องและเป็นการผ่อนคลายเด็ก


                  ภาพนี้เป็นการสอนเด็กให้รู้จักใช้สมาธิ การจำชื่อเพื่อน โดยใครถือน้ำต้องเรียกชื่อเพื่อนให้ถูกแล้วจึงส่งถ้วยน้ำ ส่วนคนที่กำลังจะรับต้องรอให้เพื่อนเรียกชื่อให้ถูกจึงจะรับได้ เป็นการสอนเด็กพิเศษให้รู้จักจดจำชื่อเพื่อนและการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตนเองกระทำอยู่
    กิจกรรมที่ไปเรียนรู้
    จาก โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัด ชลบุรี
    มีกิจกรรมต่างๆดังนี้

    ช่วยงานกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยจัดตู้โชว์ผลงานใหม่แยกเป็นหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย


    ช่วยอาจารย์ซ่อมแซมผลงานศิลปะ เพื่อนำไปโชว์ที่เมืองทองธานี

    ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำโครงการนี้ :
                    เกี่ยวกับตัวนิสิต
                    จากการไปศึกษาดูงานการเรียนการสอนที่โรงเรียนโสตศึกษาในครั้งนี้ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการเรียนการสอนเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เราจะพบว่าเด็กมีการเรียนที่แตกต่างไปจากเด็กทั่วไป เพราะเด็กเหล่านี้จะมีประสาทที่ช้ากว่าเด็กปกติ การเรียนรู้จึงเป็นไปในลักษณะที่ตอบสนองจินตนาการของเด็กมากกว่าทางวิชาการและอีกสิ่งหนึ่งที่ได้จากการศึกษาดูงานในครั้งนี้คือเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพครู ซึ่งการเป็นครูนั้นมิได้เป็นในเฉพาะในห้องเรียน เด็กนักเรียนจะรักและเคารพคุณครูมากโดยเด็กจะทำตามแบบอย่างที่เขาได้พบเห็นซึ่งตรงจุดนี้ครูผู้สอนเองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กเหล่านี้  นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ระหว่างครูกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและสามารถนำเอาความรู้ดังกล่าวไปเป็นพื้นฐานในการเป็นครูในอนาคตหรือปรับใช้กับเด็กนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยินซึ่งเรามีโอกาสที่จะได้พบเด็กเหล่านี้ในชั้นเรียนของเรา รวมไปถึงการดูแลช่วยเหลือให้เด็กเหล่านี้สามารถเรียนรู้ร่วมกับเด็กปกติและช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้ โดยที่เด็กเหล่านี้ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นจุดด้อยหรือเป็นภาระให้ผู้อื่น
                    เกี่ยวกับเด็กนักเรียน
                    เด็กนักเรียนจะตื่นเต้นมากเมื่อพบเห็นคนแปลกหน้าหรือผู้ที่มาเยี่ยมโรงเรียนและเด็กเหล่านี้จะวิ่งเข้าหาโดยเฉพาะเด็กเล็กชั้นอนุบาล เด็กๆจะไม่สนใจครูผู้สอนเขาจะหันมาให้ความสำคัญกับผู้ที่มาเยี่ยมแทน ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของเด็กที่ต้องการเรียกร้องความสนใจ ต่างจากเด็กนักเรียนโตเขาจะเป็นตัวของตัวเองและตั้งใจเรียนหรือทำในสิ่งที่ครูมอบหมายให้อย่างตั้งใจแต่ก็ยังมีเด็กโตบางพวกที่สนใจในผู้ที่มาเยี่ยมซึ่งส่วนใหญ่เขาจะเข้ามาถามเกี่ยวกับการศึกษาต่อนั่นแสดงให้เห็นว่าเด็กนักเรียนมีความสนใจในการศึกษาต่อแต่ในความเป็นจริงการศึกษาต่อของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในระดับมหาวิทยาลัยยังมีอยู่น้อยมาก แต่ถึงอย่างไรโรงเรียนได้ให้โอกาสเด็กนักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และมีความสามารถด้านภาษามือคือรับเอามาเป็นครูผู้ช่วยในการสอนเพราะจำเป็นต้องมีครูที่มีความบกพร่องทางการได้ยินช่วยในการเรียนการสอนเพราะครูเหล่านั้นจะเข้าใจและรู้ความต้องการของเด็กเป็นพิเศษ...........

    รอยเท้าที่ยาวไกล
    เมื่อมองกลับไป
    บ่งบอกได้ในผลงาน
    บางรอยอาจมีชำรุด
    เพราะสะดุด จุดขวากหนาม
    ฟันฝ่าจนรอยงาม
    เก็บ เป็น นิยาม ของ ความภูมิใจ
     
     
     

    -



    วันพฤหัสบดีที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2553

    วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ....

    Tokyo Sonata 

    สิ่งที่ได้เรียนรู้จากภาพยนตร์เรื่องนี้    :
    ภาพยนตร์เรื่อง Tokyo Sonata วันที่หัวใจซ่อนเจ็บ นี้ เป็นภาพยนตร์ที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาครอบครัว ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาขึ้นกับคนใดคนหนึ่งในครอบครัวแล้ว เราควรที่จะหันหน้าเข้าหากัน มาพูดคุยกัน ปรึกษา หาแนวทางแก้ไขปัญหานั้นๆด้วยกัน เพราะทุกๆปัญหาย่อมมีทางออกเสมอ หากคนในครอบครัวพร้อมที่จะรับฟัง ช่วยกันแก้ปัญหา คอยปลอบโยนซึ่งกันและกันและที่สำคัญสมาชิกทุกคนในครอบครัวต้องมีเวลาให้กันและกัน หากเราเก็บปัญหาไว้ที่เราคนเดียวก็จะส่งผลให้เราไม่มีความสุข หงุดหงิด และอาจส่งผลต่อสมาชิกในครอบครัวด้วย เช่น ต้องคอยรองรับอารมณ์ของเรา เป็นต้น และจากปัญหาหนึ่งที่เกิดขึ้น ก็อาจจะส่งผลให้เกิดปัญหาอื่นๆตามมาอีกมายมาก  
    วีถีชีวิตของคนญี่ปุ่น คือ พ่อเป็นช้างเท้าหน้า เป็นผู้หาเลี้ยงครอบครัว มีสิทธิผูกขาดในทุกๆเรื่อง  ส่วนผู้เป็นแม่ มีหน้าที่เป็นช้างเท้าหลัง คอยดูแลลูกและสามี ไม่มีสิทธิแสดงความคิดเห็นอะไรทั้งนั้น
    ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
    ทฤษฎีความขัดแย้ง ของ มาร์กซ์     ซึ่งประเภทของความขัดแย้งนี้
    คาร์ล มาร์กซ์

     1.เป็นความขัดแย้งภายในบุคคล  คือ  การไม่ลงตัวระหว่างความคิดและความเป็นจริงที่เป็นอยู่ คือ พ่อรับไม่ได้ที่ตนเองตกงาน และต้องไปทำงานที่ด้อยกว่าเดิม ซึ่งเขาคิดว่า เขาจะต้องทำงานที่ดีกว่านี้
    2.เป็นความขัดแย้งระหว่างบุคคล คือ พ่อกับลูก ลูกอยากเรียนดนตรี แต่พ่อไม่ให้เรียน เพราะเห็นว่า ลูกคงไม่จริงจังอะไรกับการเล่นดนตรี เดี๋ยวก็เบื่อ

    หากดิฉันเป็นพ่อ : 

      ดิฉันจะมีเวลาให้กับครอบครัวมากขึ้น ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ให้กับสมาชิกในครอบครัว  เช่น ทำอาหารร่วมกัน กินข้าวพร้อมกัน ดูทีวีด้วยกัน เป็นต้น และ  จะสนใจคอยไถ่ถามความเป็นไปของลูกๆและภรรยาในทุกๆวัน จะยอมรับฟังความคิดเห็นของสมากชิกในครอบครัวอย่างมีเหตุผล จะให้อิสระกับลูกๆ แต่อิสระเหล่านี้ก็ต้องอยู่ในกรอบเกณฑ์ของความถูกต้อง และอยู่ในกฎระเบียบที่สมาชิกในครอบครัวร่วมกันสร้างขึ้นมา  และเมื่อต้องประสบปัญหากับการตกงาน ดิฉันจะบอกกับสมาชิกทุกคนในครอบครัวให้รับรู้ว่า ตัวเองตกงาน และจะพยายามหางานทำให้เร็วที่สุด โดยที่จะไม่เลือกงานจะทำทุกอย่างเพื่อให้ครอบครัวของเราสุขสบาย และในระหว่างที่พ่อกำลังหางานทำอยู่นี้ อยากให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวเป็นกำลังใจให้พ่อด้วย ....
    หากดิฉันเป็นแม่ :  
    ดิฉันก็จะทำแบบนี้เช่นกัน เพราะหน้าที่ของผู้เป็นแม่ และภรรยาที่ดี ก็คือ เป็นผู้ดูแลงานบ้าน ดูแลทุกข์สุขของทุกคนในครอบครัว คอยรับฟังปัญหาของทุกคนอย่างใจเย็นและมีเหตุผลเสมอ ทำตัวเป็นกลาง ไม่เข้าข้างพ่อ หรือ ลูก จนเกินไป และคอยถามไถ่การทำงานของสามีและการเรียนของลูกในแต่ละวัน เช่น เหนื่อยไหม เป็นไงบ้างวันนี้ เป็นต้น...
    หากเป็นพี่คนโต :  
    ดิฉันจะไม่ไปเป็นทหาร จะอยู่กับครอบครัว จะไม่ทำให้พ่อกับแม่เป็นห่วง จะหางานทำเพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อ และช่วยพ่อกับแม่ดูแลน้อง...
    หากเป็นน้องคนเล็ก :  
    ดิฉันจะนำเงินที่แม่ให้ไปจ่ายค่าอาหารกลางวันให้ครู และจะขอแม่ไปเรียนดนตรีที่ตนชอบ จะไม่โกหกแม่ และจะพยายามอธิบายให้พ่อเข้าใจว่า ตนชอบเล่นดนตรีจริงๆ และถ้าที่บ้านไม่มีเงินให้เรียน ก็จะหางานพิเศษทำ เก็บเงินเรียนเอง โดยจะตั้งใจเรียน เพื่อพิสูจน์ให้พ่อ เห็นความสามารถของเราให้ได้... 
    หากเป็นตัวเอง : 
    ดิฉันจะช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ จะทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด จะไม่ทำให้ท่านต้องเป็นห่วง ถ้ามีปัญหาก็จะปรึกษาพ่อแม่  ถ้าครอบครัวมีปัญหาเช่นนี้ ก็จะคอยให้กำลังใจพ่อ แม่ เข้าไปกอด หรือเวลาพ่อ แม่ กลับจากทำงาน เราก็หาน้ำเย็นๆ ไปให้ท่านดื่ม...

      
    ข้อคิดที่ได้ :  
    ครอบครัวควรหันหน้าเข้ากัน ปรึกษา พูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายในครอบครัว
    การที่ครอบครัวของเราจะมีความสุขได้นั้น สมาชิกทุกคนต้องมีเวลาให้แก่กัน เช่น อาจจะหากิจกรรมต่างๆทำร่วมกัน เช่น ทำอาหารด้วยกัน รับประทานอาหารพร้อมกัน ดูทีวีด้วยกัน ไปเที่ยวในเทศกาลวันหยุดต่างๆ เป็นต้น และ เมื่อเกิดปัญหาขึ้นก็ควรที่จะหันหน้าเข้าหากัน ปรึกษาหารือกัน มากกว่าที่จะเก็บปัญหานั้นไว้คนเดียว เพราะทุกปัญหามีทางออกเสมอถ้าหากทุกคนกล้าที่จะยอมรับและผ่านมันไปด้วยกัน และสิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ สมาชิกในครอบครัวทุกคนต้อง        ปฎิบัติตามหน้าที่บทบาทที่ตนเองได้รับอย่างครบถ้วน คือ การเป็นลูกที่ดีของพ่อแม่ การเป็นพ่อแม่ที่ดีของลูก การเป็นสามีที่ดีของภรรยา และการเป็นภรรยาที่ดีของสามี...
    คำถาม :  
    ทำไมการตัดสินใจทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับพ่อเพียงผู้เดียว ทำไมพ่อไม่ปรึกษาแม่..? ไม่เห็นจะยุติธรรมเลย ...        
     

    ..ความรัก  ความเข้าใจ  เชื่อมสายใย ให้ครอบครัว..

    ขอขอบคุณรูปภาพจาก : www.Google.com

    วันอังคารที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    ปัญหาสังคมที่ฉันเห็น..


    ปัญหาสังคม หมายถึง สถานการณ์ที่กระทบกระเทือนบุคคลจำนวนมาก เป็นสภาพที่ไม่ต้องการ และทุกคนที่ได้หรือไม่ได้รับผลกระทบ มีความรู้สึกว่าควรมาร่วมกันแก้ไขปัญหาต่างๆให้ดีขึ้น         

     ปัจจุบันปัญหาสังคมไทยมีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาครอบครัว ปัญหายาเสพติด ปัญหาคอร์รัปชั่น ปัญหาความยากจน ปัญหาเด็กและเยาวชน ฯลฯ ปัญหาต่างๆเหล่านี้เป็นปัญหาที่สำคัญและควรได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อความมั่นคงของประเทศชาติ และการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขของคนในสังคมไทย ซึ่งปัญหาที่ดิฉันจะกล่าวถึงก็คือ.... ปัญหาเด็กและเยาวชน

     
    ปัญหาของเด็กและเยาวชนส่วนใหญ่นั้นมาจากครอบครัวที่ไม่รักกันของพ่อ แม่ ที่แยกทางกันแล้วทิ้งให้เด็กอยู่กับญาติฯลฯมักจะก่อให้เกิดปัญหาทางจิตใจ เช่น
                    ๑. การขาดความรัก โดยโหยหาความรักอาจจะแสดงออกการเรียกร้องความสนใจ การก้าวร้าวเป็นต้น
                   ๒.ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง เชื่อคนง่าย โดยไม่คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับตนเองในวันข้างหน้า ชอบโกหก ชอบลักขโมย ขี้เกรียจ ใช้เงินเปลือง
                   ๓.มีอารมณ์รุนแรงในเวลาโกรธ
                   ๔ .ชอบวิตกกังวล น้อยใจ
     
    สิ่งที่ควรแก้ไข
                 ๑.ควรให้เด็กรู้จักเป้าหมายของชีวิต ให้รู้จักคิดและค้นหาความต้องการของตนเองในอนาคต โดยให้เด็กรู้จักคิดเองโดยมีผู้ปกครองคอยชี้แนะหรือแนะนำแนวทาง
                ๒.ให้มีความศรัทธาในความรักตัวเองและผู้อื่นในครอบครัวและสังคม
                ๓เสริมสร้างบุคคลิกภาพให้มีความเชื่อมั่นในตนเองให้เด็กสามารถพูดคุยปัญหาตน เองต่อพ่อ แม่หรือบุคคลในครอบครัวสร้างให้เขามีความภาคภูมิใจ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลภายนอก
                ๔.การให้ลูกรู้จักแยกแยะในสิ่งที่ถูกและผิด




    ซึ่งปัญหานี้ดิฉันได้พบเจอมาเมื่อวันอาทิตย์ที่ 7 พฤศจิกายน 2553 ซิ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในหมู่บ้านของดิฉันเอง เรื่องมีอยู่ว่า

    ...ในวันนั้นดิฉันและแม่ได้ขับรถกำลังจะไปบ้านน้า ระหว่างทางผ่านเห็นรถมอเตอร์ไซค์ชนเด็กขี่รถจักรยาน 2 คน ซึ่งคนที่ชนก็คือ น้าของดิฉันเอง เมื่อถามผู้เห็นเหตุกาณ์ก็เล่าว่า เด็กสองคนนี้เป็นพี่น้องกัน โดยคนผู้หญิงเป็นพี่ คนผู้ชายเป็นน้อง อายุประมาณ 6-7 ขวบ ได้ขี่รถจักรยานตัดหน้า เนื่องจากดีใจที่แม่จะมารับไปอยู่ด้วย ก็เลยรีบปั่นจักรยานออกมาจะไปหาเงิน 100 บาท เพื่อเป็นค่ารถให้แม่ 

                  น้าของดิฉันได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย เมื่อเงยหน้ามาเห็นเด็กชายนอนคว่ำหน้า ก็เลยรีบอุ้มเด็กชายไปส่งโรงพยาบาล แต่เด็กผู้หญิงไม่ได้รับบาดเจ็บเลย เมื่อเด็กหญิงเห็นน้องชายได้รับบาดเจ็บมาก ก็เลยร้องไห้วิ่งตามน้องชายไปที่โรงพยาบาล (ซึ่งไม่ไกลจากที่เกิดเหตุมากนัก) เมื่อถึงโรงพยาบาลเด็กชายก็เข้าไปทำแผลพบว่า เด็กชายหัวโน และฟันหัก โดยหมอสงสัยว่าจะกามหัก เมื่อน้าของดิฉันสอบถามถึงครอบครัวเด็ก ก็ทราบว่า เด็กทั้งสองอยู่กันตามลำพัง โดยแม่ไปทำงานที่ต่างจังหวัด ไม่ได้มาดูแล ในตอนแรกเด็กทั้งสองอาศัยอยู่ที่ศาลา คนบริเวณนั้นสงสารเลย หาข้าวให้เด็กกินทุกๆวัน แต่เด็กทั้งสองก็กลับปล่อยลมยางรถยนต์ และแงะรถลักขโมยของของคนบริเวณนั้นไปขาย ทำให้ถูกไล่ให้ไปอยู่ที่อื่น 
       หลังจากนั้นก็ย้ายไปอยู่ที่บ้านของคนที่รู้จักกับแม่  แต่เด็กทั้งสองก็ยังไปขโมยเงิน ขโมยของ ของเจ้าของบ้าน เลยทำให้ต้องย้ายออกมานอนที่นอกบ้าน โดยมีเสื่อ กับ หมอน (ไม่มีหลังคา) เด็กทั้งสองมีนิสัยชอบลักขโมย ขโมยได้แม้กระทั่งของในวัด ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้จึงทำให้คนในหมู่บ้านเอื่อมระอาไม่สนใจ แต่คนในระแวกนั้นก็ยังหาข้าวให้กินเสมอ เพียงแต่ว่าไม่มีใครกล้าที่จะรับไปอยู่ด้วยอีกเลย พฤติกรรมของเด็กทั้งสองยังไม่หมดแค่นี้เด็กทั้งสองชอบเข้าไปที่โรงพยาบาล เข้าไปยกมือไหว้ขอเงินคนในโรงพยาบาล เมื่อมีเงินบางครั้งก็นำไปซื้อข้าวและเก็บไว้ให้แม่ เวลาที่แม่มาหา (เหมือนขอเงินไปให้แม่ ซึ่งแม่ก็ทำงานอยู่กับสามีใหม่ที่ต่างจังหวัดไม่เคยส่งเงินมาให้ลูกเลย)   และเมื่อทางโรงพยาบาลติดต่อไปหาแม่ แม่ก็บอกว่าไม่ว่าง มาไม่ได้ ทางครอบครัวของน้าก็เลยต้องเป็นธุระพาเด็กส่งต่อไปอีกโรงพยาบาลประจำจังหวัด เนื่องจากคนในหมู่บ้านไม่มีใครชอบเด็กสองคนนี้เพราะมีนิสัยชอบขโมยของอยู่เป็นประจำ โดยน้าจะออกค่ารักษาพยาบาลให้ทั้งหมด 
    เด็กเที่ยวไปขอเงินตามสถานที่ต่างๆ

                    เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ปรากฏว่าเด็กชายกามหัก ต้องมีผู้ปกครองไปเซ็นต์ยินยอมผ่าตัด แต่แม่ของเด็กยังไม่มา และเมื่อติดต่อไปที่แม่เด็กอีกครั้งว่าต้องมาเซ็นต์อนุญาต แม่จึงยอมมา และเมื่อแม่ของเด็กมา แม่ของเด็กก็ได้มาขอเงินโดยเรียกค่าทำขวัญ สามพันบาท และโกหกว่าเด็กไม่ได้เป็นไรมาก ไม่ได้กามหัก และออกจากโรงพยาบาลได้แล้ว แต่เมื่อน้าไปโรงพยาบาลเพื่อจ่ายเงินและนำตัวเด็กออก แต่ทางโรงพยาบาลไม่ยอม เนื่องจากเด็กต้องผ่าตัดกาม แต่แม่ของเด็กไม่ขอรักษา จึงพาเด็กทั้งสองหนีออกจากโรงพยาบาลพร้อมกับเงินค่าทำขวัญ ซึ่งเราก็ไม่รู้เลยว่าเด็กทั้งสองจะถูกทอดทิ้งไว้ตามลำพังอีกไหม และเด็กชายที่กามหักจะได้รับการรักษาให้หายเป็นปกติหรือไม่........

          จากเหตุการณ์นี้เราจะเห็นว่า เด็กทั้งสองขาดความรักความอบอุ่น ขาดการเอาใจใส่จากครอบครัว จึงทำให้เด็กแสดงออกพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม กลายเป็นปัญหาสังคม ส่งผลกระทบต่อคนในสังคม แต่หาก พ่อแม่  รัก และเอาใจใส่ไม่ทอดทิ้ง ดิฉันเชื่อว่า เด็กทั้งสองคนนี้จะเป็นเด็กดีของสังคมได้ และจากการกระทำของแม่ ในครั้งนี้ ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจของดิฉันว่า.... แม่คนนี้เคยรักลูกทั้งสองของเขาบ้างหรือป่าว เหตุไฉนถึงทิ้งลูกไว้ลำพัง ไปมีความสุขกับสามีใหม่แบบนี้ และ ที่สำคัญทำไมไม่ยอมรักษาลูกชายให้หายเป็นปกติก่อนที่จะพาลูกออกไปทั้งๆที่ไม่ต้องเสียค่ารักษาพยาบาลสักบาท ......

    ใครๆก็อยากจะมีครอบครัวที่มีความสุข อยู่กันพร้อมหน้าพ่อ แม่ ลูก

           ดังนั้น เมื่อเรามีลูกแล้ว เราก็ควรจะเอาใจใส่เขา เลี้ยงดูเขาให้ดีที่สุด ให้เขาเติบโตมาเป็นคนดีของสังคมและเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาชาติต่อไป.....ไม่ควรทอดทิ้งเขา เพราะเด็กทุกคนต้องการความรักความเอาใจใส่จากพ่อแม่ทั้งนั้น..............ที่สำคัญ ควรจะมีลูกเมื่อพร้อม

     
    “..เด็กและเยาวชนเป็นอนาคตของชาติ เด็กควรได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ดีจากคนในครอบครัว พ่อแม่ต้องคอยชี้แน่ะถูกผิดให้กับลูกและเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เพื่อให้ลูกเติบโตเป็นคนดีของสังคมและประเทศชาติต่อไป..”

    ขอขอบคุณแหล่งที่มาของรูปภาพจาก :
              http://www.google.co.th
              อ้างอิงข้อมูลจาก :
              http://pronsavan.blogspot.com/2009/06/blog-post_29.html

    วันจันทร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

    1 ใน 10 ของเทศกาลที่แปลกที่สุดในโลก

    เทศกาลโต๊ะจีนลิง
    เทศกาลโต๊ะจีนลิง ได้จัดว่า เป็น 1 ใน 10 ของเทศกาลที่แปลกที่สุดในโลก และเป็นเทศกาลงานประเพณีที่สำคัญของจังวัดลพบุรี

           การจัดงานเลี้ยง "โต๊ ะจีนลิง" ของ จังหวัดลพบุรี เริ่มมีขึ้นครั้งแรกตั้งแต่ปี 2532 สร้างชื่อเสียงให้กับจังหวัดลพบุรีจนโด่งดังไปทั่วโลก และถูกจัดเข้าปฏิทินงานประจำปีของจังหวัด งานดังกล่าวเริ่มขึ้นจากการลงแรงกายแรงความความคิดของ นายยงยุทธ กิจวัฒนานุสนธิ์ ประธาน บริษัท ลพบุรีอินน์กรุ๊ป และดำเนินการต่อเนื่องจนกระทั่งปัจจุบันขึ้นสู่ปีที่ 14 ลิงบริเวณศาลพระกาฬ พระปรางค์สามยอด จะแยกพวกกันกับลิงบริเวณตึก สภาพของ ลิงศาลพระกาฬ ค่อนข้างได้รับการเลี้ยงดูอย่างอิ่มหมีพลีมัน เนื่องจากมีผู้คนที่มากราบไหว้สักการะศาลฯ เลี้ยงดู ขณะที่ ลิงพระปรางค์สามยอด และลิงตึกที่มีอยู่ประมาณ 3,000 ตัว มีความเป็นอยู่ที่ลำบาก บางมื้อก็กินไม่อิ่ม

        ในการจัดงานเทศกาลในครังนี้ก็เพื่อให้ลิงซึ่ง อาศัยอยู่บริเวณ ศาลพระกาฬ พระปรางค์สามยอด และตามตึกได้กินอิ่มอย่างเป็นทางการปีละครั้ง หลังจากที่มนุษย์เข้ามาสร้างเมืองจนลิงเจ้าถิ่นต้องกลายเป็นเพียงผู้อาศัยไป ทั้งนี้ สำหรับเทศกาลโต๊ะจีนลิง จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี เพื่อเลี้ยงบรรดาลิงที่มาอาศัยอยู่ในบริเวณศาลพระกาฬ ซึ่งชาวบ้านเชื่อว่า เป็นศิษย์ของเจ้าพ่อพระกาฬ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัด บรรดาลิงเหล่านี้ จึงได้รับความช่วยเหลือให้อาหารจากชาวบ้านเป็นอย่างดีเรื่อยมา และเทศกาลโต๊ะจีนลิงนี้ ยังเป็นอีกหนึ่งในมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ส่วนราชการ และพ่อค้าประชาชน ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อหวังดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติให้ เดินทางมาเยี่ยมชม ความน่ารักของลิงและคนที่อยู่ร่วมกันมายาวนานโดยเฉพาะชาวต่างชาติที่ให้ความ สนใจเป็นอย่างมาก เพราะว่าเป็นเทศกาลที่แปลกเทศกางหนึ่งที่เราหาชมได้ยากมาก และสื่อชั้นนำของต่างชาติยังนำไปเผยแพร่ต่อสายตาชาวโลกจนเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้
       งานเลี้ยงโต๊ะจีนลิง จัดขึ้นทุกวันอาทิตย์ สัปดาห์สุดท้ายของเดือนพฤศจิกายน ณ บริเวณศาลพระกาฬ และพระปรางค์สามยอด มีฝูงลิงอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นที่สนใจสำหรับนักท่องเที่ยว บรรดานักท่องเที่ยวที่มานมัสการเจ้าพ่อพระกาฬ มักจะนำอาหารและผลไม้มาเลี้ยงลิง ทำให้ลิงมีความเชื่องและคุ้นเคยกับนักท่องเที่ยวมากขึ้น ในงานมีกิจกรรมต่าง ๆ มากมาย


         งานเลี้ยงโต๊ะจีนลิง ประจำปี 2553
    จะจัดขึ้นในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2553  บริเวณพระปรางค์สามยอด และศาลพระกาฬ             อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี   การจัดเลี้ยงโต๊ะจีนลิงจะมี 2 รอบ คือ รอบเช้า และรอบบ่าย
         ก็ขอชวนเชิญเพื่อนๆพี่และผู้ที่สนชมเทศกาลโต๊ะจีนลิง 1 ใน 10 ของเทศกาลที่แปลกที่สุดของโลกไปเที่ยวชมกันเยอะๆน่ะค่ะ และคุณจะประทับใจในความน่ารักของลิงและการใช้ชีวิตร่วมกันระว่างคนกับลิงในจังวัดลพบุรี

    ขอขอบคุณแหล่งที่มาจาก : 
    http://www.hamanan.com/tour/lopburi/monkeyparty.html
    http://th.wikipedia.org/wiki/เทศกาลโต๊ะจีนลิง