วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

โครงการ “สร้างสังคมเป็นสุข เรียนรู้ห้องเรียนการศึกษาพิเศษ”




หลักการเหตุผล  :       
             เนื่องด้วยในรายวิชาปัญหาสังคมเป็นรายวิชาที่เรียนรู้ถึงสภาพสังคมในด้านต่างๆ รวมทั้งเรียนรู้เพื่อให้มีความเข้าใจถึงสถานการณ์ ความเป็นไปของสังคม และยังส่งเสริมให้นิสิตรู้จักประสานงานกับหน่วยบริการสังคม เรียนรู้การทำงาน โดยการจัดโครงการสร้างสังคมเป็นสุขเพื่อสร้างประสบการณ์ในการเรียนรู้ทางสังคมในด้านต่างๆ จากการศึกษาในรายวิชาทางสมาชิกกลุ่มได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการศึกษาของไทย ที่ในปัจจุบันมีการจัดการศึกษาที่หลากหลายรูปแบบทั้งเด็กปกติทั่วไปหรือการจัดการศึกษาพิเศษ และสอดคล้องกับสมาชิกกลุ่มที่กำลังศึกษาวิชาชีพครู จึงได้คิดจัดทำโครงการสร้างสังคมเป็นสุข เรียนรู้สู่ห้องเรียนการศึกษาพิเศษ เพื่อเรียนรู้การจัดการศึกษาพิเศษเป็นการสร้างประสบการณ์ทางการสอนสำหรับการศึกษาพิเศษ ร่วมทั้งยังรู้จักทักษะการใช้ชีวิตในสังคมร่วมกับเด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้ และยังเป็นการสร้างจิตอาสาในการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อสังคม

วัตถุประสงค์ของโครงการ  :
1.เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์วิชาชีพครูในการเรียนการสอนสำหรับการศึกษาพิเศษ
2.เพื่อเรียนรู้ทักษะการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้
3.เพื่อรู้จักประสานงานและเรียนรู้การทำงานกับหน่วยบริการสังคม
4.เพื่อสร้างจิตอาสาในการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม
เป้าหมาย   :  
     นักเรียนโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดชลบุรี และ คลินิคเด็กพิเศษ โรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา

การตรวจสอบนโยบายทางเลือก
การจัดการศึกษาพิเศษต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและกระบวนการ การรวมพลังระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรชุมชน องค์กรคนพิการ และผู้ปกครองของเด็กที่ต้องการการศึกษาพิเศษประสานความร่วมมือและสนับสนุน การดำเนินการจัดการศึกษาเพื่อเด็กทุกระบบและครบวงจรจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบ ร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 

      นโยบายที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเกี่ยวกับเด็กพิเศษ มีดังนี้ (รัฐบาล)
1.  ด้านการบริการ ให้ผู้พิการได้เรียนตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการ โดยเน้นให้ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่า 12 ปี ให้โอกาสเด็กพิการ ได้เรียนทั้งด้านภาษา วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ในหลักสูตรสายสามัญและให้ฝึกวิชาชีพเพิ่มเติมไปด้วย เพื่อให้คนพิการสามารถพัฒนาตนเองให้เพียงพอที่จะพึ่งตนเองได้
2.  ด้านโอกาสทางการศึกษา ให้ผู้พิการมีโอกาสได้รับการศึกษาทัดเทียมกับเด็กปกติ
3.  ด้านการจัดการศึกษา ต้องจัดให้คนพิการทุกคนที่อยากเรียน ต้องได้เรียน โดยขยายการบริการทั้งในระบบและนอกระบบโรงเรียน เน้นการร่วมและการจัดให้สอดคล้องกับประเภทและระดับของความพิการ
4.ด้านบุคลากร ให้สถาบันอุดมศึกษาปรับปรุงการผลิตครูการศึกษาพิเศษให้พอเพียงและมีคุณ ภาพ และให้มีรายวิชาการศึกษาพิเศษในหลักสูตรการฝึกหัดครู นอกจากนี้ พัฒนาครูประจำการให้มีเทคนิคการสอนที่ทันสมัย ตามหลักการของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542
5.ด้านการส่งเสริมเอกชน ส่งเสริมและสนับสนุนให้เอกชน และองค์กรเอกชนที่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการทุกระดับ ทุกระบบ และทุกรูปแบบ โดยรัฐให้การสนับสนุนด้านงบประมาณและบุคลากร ให้เท่าเทียมกับการจัดการศึกษาของรัฐ
 
            นโยบายหรือแนวทางที่บุคคลในสังคมตลอดจนสถาบันครอบครัวที่มีต่อคนพิการ   ดังนี้

ผู้ปกครองมีบทบาทมากขึ้นในการให้การศึกษาแก่บุตรของตน ผู้ปกครองจะต้องร่วมมือกับโรงเรียน เช่น การให้ข้อมูลแก่เจ้าหน้าที่โรงเรียนอย่างตรงไปตรงมา เพื่อให้การวินิจฉัยถูกต้องที่สุด ให้ความคิดเห็นแก่ทางโรงเรียนในการจัดทำแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล ให้ความคิดเห็นในการเลือกโปรแกรมการศึกษาของบุตรว่าจะให้บุตรเรียนในโรงเรียนพิเศษหรือในโรงเรียนปกติ  เป็นต้น

             นโยบายแนวทางในชั้นเรียนเสนอเป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตราใด เพราะเหตุใด

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 มาตรา 43 กล่าวไว้ว่า บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกัน ในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ไม่น้อยกว่าสิบสองปี ที่รัฐจัดให้อย่างทั่วถึง และมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” 
ไม่ว่าจะเป็นเด็กปกติหรือเด็กไม่ปกติก็ตามต้องได้รับการศึกษา ดังนั้นจากนโยบายที่ว่า    ก็จะเป็นการสอดรับกับการให้บริการทาการศึกษากับเด็กพิเศษตามมาตราดังกว่า.
พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 10 วรรค 2 กล่าวไว้ว่า การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ สังคม การสื่อสาร และการเรียนรู้ หรือมีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ หรือบุคคลซึ่งไม่สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแล หรือผู้ด้อยโอกาส ต้องจัดให้บุคคลดังกล่าว มีสิทธิและโอกาสที่ได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ
เมื่อต้องการที่จะให้การศึกษากับเด็กที่มีความพกพร่องดังกล่าวแล้ว ก็ต้องมีการผลิตบุคคลากรทางการศึกษาพิเศษเพิ่มมากขึ้นตรงจุดนี้ก็จะสอดรับกับนโยบายทางกลุ่มที่เสนอมา.

กิจกรรมที่ไปเรียนรู้
จาก คลินิคเด็กพิเศษ โรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา
มีกิจกรรมต่างๆดังนี้

            ครูที่คลินิคเด็กพิเศษให้งานพวกเรามา 1 ชิ้นคือการทำสื่อ แล้วมาสอนเด็กโดยสื่อนั้นจะต้องใช้ได้กับเด็กทุกคน พวกเราจึงทำสื่อเรื่องร่างกายของฉัน เป็นการทบทวนความรู้เด็กให้รู้จักร่างกาย โดยมีแผ่นหนึ่งเป็นรูปที่มีคำอธิบายอวัยวะส่วนต่างๆทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เพราะเด็กบางคนมีพัฒนาการที่สูงกว่าคนอื่นแล้ว อีกแผ่นทำเป็นตัวลอกอวัยวะส่วนต่างๆเพื่อให้เด็กแปะอวัยวะส่วนต่างให้ถูกต้อง โดยมีการสอนและปฏิบัติเป็นรายคน  เพื่อศึกษาพฤติกรรมเด็กเป็นรายคน
ครูที่คลินิคการศึกษาพิเศษให้พวกเราร่วมกับเด็กพิเศษ ช่วยกันทำหมวกตัวละครสัตว์มาสวมใส่ ช่วยกันคิดแล้วแสดงนิทาน 1 เรื่อง จากกิจกรรมนี้มีการเรียนรู้พฤติกรรมเด็กแต่ละคนว่ามีพัฒนาการ การระบายสีอย่างไร ถูกต้องหรือไม่โดยครูที่คลินิคเด็กพิเศษจะอธิบายเด็กแต่ละคนให้พวกเราฟัง
เป็นกิจกรรมที่ร่วมกันร้อง เต้นไปพร้อมๆกันเช่นเพลงรถไฟ เพื่อฝึกเด็กให้จำท่าเต้น
เนื้อร้องและเป็นการผ่อนคลายเด็ก


                  ภาพนี้เป็นการสอนเด็กให้รู้จักใช้สมาธิ การจำชื่อเพื่อน โดยใครถือน้ำต้องเรียกชื่อเพื่อนให้ถูกแล้วจึงส่งถ้วยน้ำ ส่วนคนที่กำลังจะรับต้องรอให้เพื่อนเรียกชื่อให้ถูกจึงจะรับได้ เป็นการสอนเด็กพิเศษให้รู้จักจดจำชื่อเพื่อนและการมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ตนเองกระทำอยู่
    กิจกรรมที่ไปเรียนรู้
    จาก โรงเรียนโสตศึกษา จังหวัด ชลบุรี
    มีกิจกรรมต่างๆดังนี้

    ช่วยงานกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ โดยจัดตู้โชว์ผลงานใหม่แยกเป็นหมวดหมู่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย


    ช่วยอาจารย์ซ่อมแซมผลงานศิลปะ เพื่อนำไปโชว์ที่เมืองทองธานี

    ประโยชน์ที่ได้รับจากการทำโครงการนี้ :
                    เกี่ยวกับตัวนิสิต
                    จากการไปศึกษาดูงานการเรียนการสอนที่โรงเรียนโสตศึกษาในครั้งนี้ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือการเรียนการสอนเกี่ยวกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เราจะพบว่าเด็กมีการเรียนที่แตกต่างไปจากเด็กทั่วไป เพราะเด็กเหล่านี้จะมีประสาทที่ช้ากว่าเด็กปกติ การเรียนรู้จึงเป็นไปในลักษณะที่ตอบสนองจินตนาการของเด็กมากกว่าทางวิชาการและอีกสิ่งหนึ่งที่ได้จากการศึกษาดูงานในครั้งนี้คือเจตคติที่ดีต่อวิชาชีพครู ซึ่งการเป็นครูนั้นมิได้เป็นในเฉพาะในห้องเรียน เด็กนักเรียนจะรักและเคารพคุณครูมากโดยเด็กจะทำตามแบบอย่างที่เขาได้พบเห็นซึ่งตรงจุดนี้ครูผู้สอนเองต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กเหล่านี้  นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ระหว่างครูกับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและสามารถนำเอาความรู้ดังกล่าวไปเป็นพื้นฐานในการเป็นครูในอนาคตหรือปรับใช้กับเด็กนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยินซึ่งเรามีโอกาสที่จะได้พบเด็กเหล่านี้ในชั้นเรียนของเรา รวมไปถึงการดูแลช่วยเหลือให้เด็กเหล่านี้สามารถเรียนรู้ร่วมกับเด็กปกติและช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันได้ โดยที่เด็กเหล่านี้ไม่รู้สึกว่าตนเองเป็นจุดด้อยหรือเป็นภาระให้ผู้อื่น
                    เกี่ยวกับเด็กนักเรียน
                    เด็กนักเรียนจะตื่นเต้นมากเมื่อพบเห็นคนแปลกหน้าหรือผู้ที่มาเยี่ยมโรงเรียนและเด็กเหล่านี้จะวิ่งเข้าหาโดยเฉพาะเด็กเล็กชั้นอนุบาล เด็กๆจะไม่สนใจครูผู้สอนเขาจะหันมาให้ความสำคัญกับผู้ที่มาเยี่ยมแทน ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของเด็กที่ต้องการเรียกร้องความสนใจ ต่างจากเด็กนักเรียนโตเขาจะเป็นตัวของตัวเองและตั้งใจเรียนหรือทำในสิ่งที่ครูมอบหมายให้อย่างตั้งใจแต่ก็ยังมีเด็กโตบางพวกที่สนใจในผู้ที่มาเยี่ยมซึ่งส่วนใหญ่เขาจะเข้ามาถามเกี่ยวกับการศึกษาต่อนั่นแสดงให้เห็นว่าเด็กนักเรียนมีความสนใจในการศึกษาต่อแต่ในความเป็นจริงการศึกษาต่อของเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในระดับมหาวิทยาลัยยังมีอยู่น้อยมาก แต่ถึงอย่างไรโรงเรียนได้ให้โอกาสเด็กนักเรียนที่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และมีความสามารถด้านภาษามือคือรับเอามาเป็นครูผู้ช่วยในการสอนเพราะจำเป็นต้องมีครูที่มีความบกพร่องทางการได้ยินช่วยในการเรียนการสอนเพราะครูเหล่านั้นจะเข้าใจและรู้ความต้องการของเด็กเป็นพิเศษ...........

    รอยเท้าที่ยาวไกล
    เมื่อมองกลับไป
    บ่งบอกได้ในผลงาน
    บางรอยอาจมีชำรุด
    เพราะสะดุด จุดขวากหนาม
    ฟันฝ่าจนรอยงาม
    เก็บ เป็น นิยาม ของ ความภูมิใจ
     
     
     

    -



    1 ความคิดเห็น:

    1. ขอบใจคุณครูที่น่ารักทุกคนที่มาสร้างสรรค์กิจกรรมดีๆให้กับพวกหนู

      ตอบลบ